VISITKOCH JAPAN

SHARE
SHARE ON:

เมืองฟ้าคราม งามน้ำทะเล ร้องเต้นเทศกาล ตามหาเรียวมะ อร่อยล้ำคัตสึโอะ

โคจิ เมืองที่มีครบทุกอย่าง ทั้งภูเขาสีเขียว มหาสมุทรสีฟ้า และแม่น้ำที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ไม่ว่าคุณจะชอบเที่ยววัด เที่ยวธรรมชาติ ตามล่าหาประวัติศาสตร์ เดินเล่นชอปปิ้ง ตามไปชิมของอร่อย โคจิมีให้คุณทุกอย่างจริงๆค่ะ

โคจิเป็นเมืองหลวงของจังหวัดโคจิ ตั้งอยู่บนเกาะชิโกกุ ซึ่งว่ากันว่าเกาะชิโกกุนั้นเป็นเหมือนเกาะลึกลับที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังไม่รู้จักเกาะนี้ดีมากนัก เรามาเที่ยวโคจิในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมค่ะ ความประทับใจแรกเมื่อมองจากเครื่องบิน คือความเขียวของป่าไม้ที่ตัดกับผืนน้ำทะเลสีฟ้าที่อยู่รอบๆ และพอเครื่องบินเริ่มบินลงต่ำเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็นเมืองโคจิ โผล่ออกมาจากหุบเขาเพื่อทักทายนักท่องเที่ยวชัดขึ้น และชัดขึ้น เราเริ่มการเดินทางของเราจากสถานีJRโคจิค่ะ พอมาถึงสถานี สิ่งแรกที่สะดุดตาพวกเราทันทีก็คือรูปปั้นที่อยู่ด้านหน้าสถานี เขาคือใครกันนะ รู้แต่ว่าเขาหน้าคุ้นมาก หรือเราจะเคยเจอกันมาก่อน และแล้วเราก็ได้ทราบคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า “เขา”คนนั้นคือ Sakamoto Ryoma ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดโคจิ เรียวมะผู้ที่เป็นทั้งวีรบุรุษของคนโคจิ และคนญี่ปุ่น และเพราะเรียวมะ คนนี้แล่ะค่ะ ที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นญี่ปุ่นเหมือนที่เห็นทุกวันนี้ เรียวมะเป็นคนริเริ่มความคิดที่จะยกเลิกระบอบศักดินา และรวมญี่ปุ่นเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ว่าเรียวมะจะสวมใส่ชุดฮากะมะเป็นประจำ จนเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเค้า แต่ภายใต้เสื้อผ้าที่ดูแสนจะญี่ปุ๊นญี่ปุ่นนั้น เรียวมะกลับเป็นคนที่มีความคิดหัวก้าวหน้าจนได้รับความชื่นชอบจากคนญี่ปุ่นทุกยุคทุกสมัยมาจนถึงปัจจุบัน ใครจะมาเที่ยวโคจิ แนะนำให้ลองหาหนังหรือละครเกี่ยวกับเรียวมะมาดูนะคะ รับรองได้ตามรอยเรียวมะกันอย่างสนุก และอินสุดๆไปเลยค่ะ หลังจากนั้นเราก็ได้ลองนั่งรถรางแบบย้อนยุคไปลงที่สะพานฮาริมายะกันค่ะ ก่อนจะเดินไปถึงสะพาน เราก็พบว่าเมืองโคจิช่างเป็นเมืองที่น่ารักกุ๊กกิ๊กตามสไตล์ญี่ปุ่นมากค่ะ เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เราก็จะเห็นแต่อันปังแมน

ไม่เว้นแม้กระทั่งรถรางลายอันปังแมง เหตุผลที่อันปังแมนมีอยู่เต็มไปหมด ก็เพราะว่าผู้แต่งอันปังแมงนั้นก็มีบ้านเกิดอยู่ที่โคจิเช่นกันค่ะ สำหรับสะพานฮาริมายะนั้น เป็นสะพานที่ในสมัยก่อนใช้เชื่อมทั้งความรักและธุรกิจของสองตระกูลเข้าด้วยกันค่ะ ในบริเวณสะพานจะมีร้านขายของอยู่จำนวนมาก ถูกใจขาช้อปแน่นอนค่ะ หลังจากเดินเล่นดูของมาสักพัก ท้องของเราก็เรียกร้องให้ตามกลิ่นหอมๆที่ลอยมาจากตลาดฮิโรเมะชิบะ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากสะพาน พอเราเดินเข้ามาในตลาดแล้ว ก็ต้องร้องโอ้โห...กันเลยทีเดียวค่ะ

ก็เพราะนี่มันก็พึ่งบ่ายแท้ๆ แต่ผู้คนจับจองที่นั่งกันจนเต็ม คุยกันอย่างออกรสออกชาติ ไม่แพ้อาหารทะเลที่ดูหน้าตาน่ากินซึ่งวางอยู่ตรงหน้าเลยค่ะ

และในที่สุดเราก็พบอาหารที่เราตามกลิ่นเข้ามาค่ะ นั่นก็คือคัทซึโอะโนะตะตะคิ ซึ่งเป็นอาหารชื่อดังประจำเมืองโคจิค่ะ

อาหารจานนี้ทำง่ายๆแค่เพียงนำปลาคัตสึโอะมาย่างไฟร้อนๆแบบผ่านๆทำให้หนังปลาข้างนอกกรอบ ส่วนเนื้อด้านในยังดิบอยู่เหมือนซาชิมิ แค่จิ้มเกลือ หรือ น้ำ มะงั่วสดก็อร่อยแล้วค่ะ

นอกจากนี้ ในฮิโรเมะชิบะยังมีอาหารชื่อดังประจำจังหวัดโคจิให้ชิมอีกจำนวนมากค่ะ พอหนังท้องเริ่มตึง ก็ได้เวลาเดินย่อยกันสักนิดค่ะ เรามุ่งหน้ากันไปต่อที่ปราสาทโคจิ ปราสาทที่มีความเก่าแก่ และเป็น1ใน12ปราสาทที่คงโครงสร้างแบบเดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน ภายในตัวปราสาทนั้นค่อนข้างแคบแต่สูงทำให้พวกเราต้องใช้ความสามารถในการปีนขึ้น บันไดแคบๆ ไปจนถึงยอดปราสาท แต่นั่นก็สนุกและท้าทายดีค่ะ ที่บนยอดปราสาทนั้น เราจะสามารถเห็นวิวของเมืองโคจิได้โดยรอบ และนั่นก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนเราได้เป็นไดเมียวและกำลังเฝ้าดูประชาชนในเมืองโคจิกำลัง ทำกิจกรรมต่างๆ ภาพจากบนปราสาททำให้เรายิ่งรู้สึกว่าเมืองโคจิช่างน่าค้นหามากขึ้น วันต่อมา เป็นวันอาทิตย์พอดี ซึ่งในทุกวันอาทิตย์นั้นจะมีการปิดถนน เพื่อเปิดเป็นถนนคนเดินชื่อว่าตลาดนัดวันอาทิตย์ ตลาดนัดวันอาทิตย์มีระยะทางยาวมาก เรียกได้ว่าเดินกันจนเมื่อยเลยทีเดียวค่ะ แต่ถึงจะเมื่อยก็ไม่หิวนะคะ เพราะมีของอร่อย ให้ชิมตั้งแต่หัวถนนจนท้ายถนนเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นมันเทศทอด น้ำขิง ซูชิที่ห่อด้วยหน่อไม้ และผลไม้ท้องถิ่นอีกจำนวนมาก ถ้าใครมาโคจิ อย่าลืมจัดตารางมาวันอาทิตย์ให้ได้นะคะ หลังจากกินจนท้องใกล้แตกเราก็ต้องไปเดินย่อยกันนะคะ ทริปนี้ถ้ากินแล้วไม่เดิน จบทริปโคจิคุณจะได้น้ำหนักกลับไปเป็นของแถมแน่นอนค่ะ เพราะอาหารที่นี่อร่อยทุกอย่างจริงๆค่ะ วันนี้เราจึงไปเดินย่อยกันต่อที่วัดชิคุรินค่ะ วัดชิคุรินเป็น1ใน88วัดของเส้นทางแสวงบุญบนเกาะชิโกกุค่ะ บอกก่อนเลยว่าส่วนตัวอาศัยอยู่ที่เกียวโต และไปวัดในญี่ปุ่นมานับไม่ถ้วน แต่ขอยกให้วัดนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่วัดที่อยากกลับไปอีก เริ่มต้นจากพรมมอสที่ปูเป็นสีเขียวชอุ่มอยู่ที่หน้าวัด มันฝรั่งซึ่งจะนำสายตาเราไปสู่บันไดหินที่ลงตัวกับสีเขียวรอบๆ และเมื่อเราเดินขึ้นไปถึงด้านบน เราจะได้เจอกับผู้มาแสวงบุญมากมายที่แต่งตัวเป็นเอกลักษณ์หาดูได้ยาก นอกจากนี้ใกล้บริเวณวัดยังมีจุดชมวิว ที่เราสามารถเห็นเมืองโคจิได้จนสุดลูกหูลูกตา เราได้เห็นภูเขาสีเขียว ล้อมรอบเมืองสีขาว ตัดกับมหาสมุทรสีฟ้า

และท้ายที่สุด เราก็จบทริปนี้ด้วยการไปล่องเรือในมหาสมุทรกันค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกดีนะคะ เวลาไกด์บอกว่าเรากำลังอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันทำให้เรารู้สึกว่าเราตัวเล็กนิดเดียวเอง โลกยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะนะคะ ญี่ปุ่นก็เช่นกัน หลบความวุ่นวายจากโตเกียว หรือ โอซาก้า มาเที่ยวเมืองเล็กๆน่ารัก อย่างโคจิกันมั๊ยคะ

(เยี่ยมชมพฤษภาคม 2015)
SHARE ON: