VISITKOCH JAPAN

SHARE
SHARE ON:

ผ่อนคลายไปกับการรับพลังจากธรรมชาติและเยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่แสนสงบที่ทำให้คุณได้ผ่อนคลาย ชำระล้างร่างกายและจิตใจ.. ที่นี่เท่านั้น ที่โคชิ

คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ ในช่วงอายุของมนุษย์เรานั้น เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆบนโลกใบนี้สักเท่าไร การเดินทางมาถึงที่นี่ ที่โคชิ ทำให้ฉันได้รับรู้ว่าช่วงชีวิตเรานั้นช่างจีรัง แต่แรงศรัทธาที่มนุษย์มีต่อธรรมชาตินั้น ทำให้เราดำรงชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืน การเดินทางครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้จิตใจสงบ และก่อให้เกิดความสุขจากตัวเรา

การเดินทางสู่ธรรมชาติ และเข้าถึงความมหัศจรรย์ล้ำลึกของป่าเขา
สุกิ โนะ โอสุกิ.. ที่สุดแห่งต้นสน

สุกิ โนะ โอสุกิ” เป็นที่สุดแห่งต้นสนในญี่ปุ่น ฉันได้พบกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ทำให้ต้นไม้ต้นหนึ่ง มีชีวิตยืนอยู่ได้ถึง 3,000 ปี ไม่ใช่แค่อายุอันยืนยาวของมันเท่านั้น ต้นสนที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าของฉัน ณ ขณะนี้ มันช่างดูยิ่งใหญ่และมีพลัง ลำต้นที่แตกออกเป็นสองแฉก ยิ่งทำให้ต้นสนต้นนี้ดูพิศวงยิ่งนัก ถ้าให้เปรียบเป็นบรรพบุรุษของสรรพสัตว์ ต้นสนต้นนี้คงสั่งสมประสบการณ์มามากนัก และเป็นที่พึ่งพิงของสิ่งมีชีวิตรอบๆรวมถึงมนุษย์เราด้วย มันทำให้ฉันรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้จ้องมองมัน ผนวกกับบรรยากาศของศาลเจ้าข้างๆนั้น ยิ่งทำให้สัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้
เมื่อออกมาจากบริเวณศาลเจ้า บรรยากาศที่แตกต่างนั้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกลับมาสู่โลกปัจจุบัน หลังจากที่ได้รับพลังจากธรรมชาติแล้ว ก็ออกมาลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของที่นี่ อาหารมีชื่อของที่นี่ มีชื่อว่า “ทะชิกะวะ โซบะ” เส้นโซบะทำมือกับรสชาติอ่อนๆของน้ำซุปใส กลายเป็นรสชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ลักษณะเด่นของเส้นโซบะที่นี่คือ ความหนา และรสสัมผัสที่แน่นของเส้นโซบะ เรียกได้ว่าเป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ไหน สามารถหาชิมได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น
สำหรับการเดินทางนั้น สถานที่นี้อยู่ห่างจากตัวเมืองโคชิเป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร สามารถเดินทางได้ทางรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที หรือทางรถไฟ จากสถานีโคชิ ด้วย JR สายโดะซัน ลง "สถานีโอสุกิ

ถ้ำอิโอะคิโด ประตูสู่โลกแห่งป่าเขาลำเนาไพร

และฉันก็ได้มาสัมผัสธรรมชาติในสถานที่อีกที่หนึ่ง ที่ “ถ้ำอิโอะคิโด” ในขณะแรกที่เห็นปากประตูถ้ำนั้น ฉันไม่รู้สึกพิเศษอะไรกับสถานที่แห่งนี้สักเท่าไรนัก มองดูแล้วก็เป็นถ้ำหินธรรมดาถ้ำหนึ่งที่มีลำธารไหลผ่าน แต่จังหวะหลังจากที่ได้ลอดถ้ำนี้ออกไป ฉันรู้สึกประหลาดใจ เหมือนได้ลอดอุโมงค์มิติไปยังอีกโลกหนึ่ง ตอนนี้ฉันได้เข้ามาอยู่ในป่าขนาดใหญ่ เทียบกับตัวเองแล้วฉันรู้สึกเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆเท่านั้น สองข้างทางเป็นเนินสูงที่มีต้นไม้นานาพันธุ์ขึ้นสูงลิบขอบฟ้า มองขึ้นไปก็เห็นท้องฟ้าใส แต่มันช่างดูห่างไกลยิ่งนักที่จะไปถึง น้ำตกและก้อนหินที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวของต้นมอสนั้น ทำให้รู้สึกสดชื่น และชุ่มชื่นจิตใจ มันช่างเป็นความรู้สึกที่พิเศษเหลือเกิน กลับมาสู่โลกภายนอกเมื่อออกจากป่า ทิวทัศน์ของทุ่งหญ้า และน้ำทะเลที่กระทบกับแสงอาทิตย์นั้น มันแสนงดงามเกินคำบรรยาย
การเดินทางนั้นสามารถทำได้โดยรถไฟสายโกเมนนะฮะริมาลงที่ “สถานีอิโอะคิ” แล้วเดินเท้าต่ออีกประมาณ 5 นาที

อาบน้ำแร่ในแบบที่ไม่เหมือนใคร
อุมะจิออนเซ็น ออนเซ็นกุหลาบ

จบวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังได้ที่ได้รับธรรมชาติที่ “อุมะจิออนเซ็น” ซึ่งเป็นที่พักแบบเรียวคัง (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น) ให้เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่กันในคืนนี้ สถานที่ตั้งของที่นี่อยู่ใกล้กลับโรงงานผลิตภัณฑ์จากยุสุ ซึ่งเป็นผลไม้จำพวกส้ม เป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ และแน่นอนว่าอาหารมื้อเย็นที่เรียวคังแห่งนี้นั้น ก็เป็นอาหารที่มีส่วนผสมของส้มยุสุเช่นกัน รสชาติของยุสุที่ผสมอยู่ในอาหารมันช่างละมุนกลมกล่อมอยู่ในปาก กลิ่นของส้มยุสุที่อบอวลอยู่ในอาหารรสเลิศนั้นมันทำให้มื้อนี้เป็นอาหารมื้อพิเศษที่สุด ตบท้ายมื้ออาหารด้วยไอศกรีมซอร์เบททำจากส้มยุสุที่มีรสเปรี้ยวอ่อนๆ ตัดกับความขมเล็กน้อยกำลังดีของผิวส้มยุสุ สำหรับฉันแล้ว การรับประทานอาหารดีๆสักมื้อนั้น เป็นเหมือนการสร้างความสุขจากภายในสู่ภายนอกอย่างใดอย่างนั้นเลยดีเทียว
นอกจากนี้ ห้องพักของที่เรียวคังแห่งนี้มีระเบียงชมวิวทิวทัศน์ เมื่อมองออกไป จะพบกับแม่น้ำขนาดเล็ก น้ำที่ไหลเอื่อยๆผ่านระเบียงห้องพักนั้น แม้ว่าจะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นทิวทัศน์ที่เหมือนมนต์สะกดไม่ให้เราละสายตาออกไปจากมันได้ง่ายๆ
มาที่ไฮไลท์ของออนเซ็นแห่งนี้ ความพิเศษของออนเซ็นแห่งนี้คือ ออนเซ็นกุหลาบ พูดแล้วหลายคนอาจนึกถึงบ่อน้ำแร่ที่โปรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่ที่นี่เป็นมากกว่านั้น ดอกกุหลาบหลากสี หลากสายพันธุ์ ถูกรวบรวมมาไว้ในบ่อออนเซ็นแห่งนี้ นอกจากจะได้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อโดยการแช่น้ำร้อนแล้วนั้น กลิ่นหอมของดอกกุหลาบนั้นช่างทำให้จิตใจผ่อนคลายหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง โดยเฉพาะสำหรับสุภาพสตรีแล้ว ที่แห่งนี้คงเป็นเหมือนสวรรค์ชั้นย่อมๆที่ให้ความรู้สึกราวกับว่าเป็นเจ้าหญิงก็ว่าได้
การเดินทางมาที่นี่นั้น สามารถทำได้ทางรถยนต์จากตัวเมืองโคชิ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. 40 นาที หรือโดยรถไฟสายโกเมนนะฮะริ มาลงที่ “สถานียาสุดะ” แล้วต่อด้วยรถประจำทาง

ค้นหาคาบสมุทรมุโรโตะ และความลับของทะเลลึก
แหลมมุโรโตะ・ถ้ำมิคุโรโด・วัดฮทสึมิสะคิจิ

วันรุ่งขึ้น ที่ “แหลมมุโรโตะ” ฉันได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาของพิภพย้อนไปเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนผ่านการเล่าเรื่องราวของวิทยากรของอุทยานธรณีของที่นี่ การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกนั้น ได้ทิ้งร่องรอยแห่งกาลเวลา ผ่านชั้นหินที่ซับซ้อนอันเกิดจากการเคลื่อนไหวอยู่อย่างไม่เคยหยุดนิ่งของใต้พิภพ มันทำให้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ตลอดเวลาของโลกใบนี้
ความมหัศจรรย์อีกอย่างของแหลมมุโรโตะ คือ ลมและคลื่นทะเลที่พัดผ่านชายฝั่งทางทิศตะวันตกนั้น เกรี้ยวกราดราวกับเจ้าสมุทรที่โมโหโกรธา ในขณะเดียวกัน ชายฝั่งฟากทิศตะวันออกนั้นกลับมีคลื่นลมสงบ แม้จะเป็นทะเลผืนเดียวกันก็ตาม
ในบริเวณเดียวกันนั้น พวกเราเดินต่อเพื่อไปดูถ้ำมิคุโรโด ซึ่งเป็นถ้ำที่โคโบไดชิ ผู้บุกเบิกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 88 แห่งบนเกาะชิโกกุ บำเพ็ญตน ว่ากันว่า ในขณะนั้น โคโบไดชิได้มองเห็นแต่ท้องฟ้าและท้องทะเล แล้วเกิดความประทับใจกับความสวยงามเหล่านั้น และเรียกชื่อตนเองว่า “คูไค” อันแปลว่า ท้องฟ้าและทะเล
ตามถนนหนทาง ยังมีผู้แสวงบุญเดินผ่านไปมา และนั่นก็นำฉันมาพบกับ “วัดฮทสึมิสะคิจิ” ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 88 แห่ง เป็นความโชคดีที่วันนั้น ทางวัดได้มีการจัดพิธีกรรมทางพุทธศาสนา แม้ว่าฉันจะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังศรัทธาอันแรงกล้าของผู้ร่วมพิธี ณ ขณะนั้น
ถัดมาอีกไม่ไกล ก็มาถึงจุดชมวิวของแหลมมุโรโตะ ประภาคารที่สวยงาม กอปรกับความงามของท้องฟ้าและท้องทะเลนั้นช่างเป็นทัศนียภาพสุดแสนโรแมนติก ทำให้ที่แห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออกเดท และการขอแต่งงาน
การเดินทางนั้น สามารถทำได้ทั้งทางรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนันโกกุ IC หรือโดยรถไฟ สายโกเมนนะฮะริลงที่ "สถานีนะฮะริ" หรือรถไฟเลียบชายฝั่งอะสะสายโทะสะคุโรชิโอะ ลงรถที่ "สถานีคันโนะอุระ" ต่อด้วยรถประจำทาง

มุโรโตะ อควาฟาร์ม

นอกจากนั้นแล้ว ฉันยังได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของทะเลน้ำลึก จากการทัศนศึกษาที่ “อควาฟาร์ม” ทะเลน้ำลึกในบริเวณแหลมมุโรโตะนั้น เป็นน้ำทะเลที่ไหลมาจากด้านบนภูมิภาคฮอกไกโด ซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 1,000 ปีในการเดินทาง ความพิเศษของภูมิประเทศของแหลมมุโรโตะนั้น ทำให้คุณภาพของน้ำบริเวณที่ความลึกไม่มากนัก เทียบเท่ากับน้ำทะเลลึกในบริเวณอื่นๆ จึงสามารถนำน้ำลึกจากบริเวณนี้มาใช้ประโยชน์ได้
เพราะว่าน้ำทะเลลึกนั้น มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีการสูบน้ำลึกใต้ทะเลนี้มาใช้ประโยชน์ในการบริโภค ประมง รวมถึงการเพาะพันธุ์สาหร่ายเพื่อเป็นแหล่งพลังงานทางเลือก และยังมีผลิตภัณฑ์จากน้ำทะเลลึกประเภทต่างๆวางขายอยู่อีกด้วย
จากการสูบน้ำขึ้นมาใช้งานในบางครั้งแล้ว สิ่งมีชีวิตจำพวกปลามักหลงปะปนมาด้วย ที่นี่จึงได้นำปลาน้ำลึกที่พบ มาแสดงให้ผู้เยี่ยมชมได้เห็นกันในห้องนิทรรศการเช่นกัน

ซีเรสท์มุโรโตะ สระน้ำอุ่นจากทะเลน้ำลึก

ทะเลน้ำลึกนั้น ถูกนำมาผ่านกรรมวิธีการบำบัดเพื่อให้น้ำสะอาดก่อนนำมาใช้งาน หนึ่งในการใช้งานของทะเลน้ำลึกที่น่าสนใจคือการน้ำทะเลนี้มาใช้เพื่อการผ่อนคลายในสระน้ำอุ่นที่ “ซีเรสท์ มุโรโตะ”
ฉันได้มีโอกาสได้ลงไปสัมผัสประสบการณ์ในสระน้ำอุ่นนี้เช่นกัน การผสมผสานระหว่างธรรมชาติและเทคโนโลยีนั้น ช่างเป็นอะไรที่น่าทึ่งนัก ในสระน้ำอุ่นนี้ มีระบบพ่นน้ำแรงดันสำหรับนวดจุดต่างๆของลำตัว การที่สระน้ำแห่งนี้ใช้น้ำจากทะเลลึกซึ่งมีคุณค่าสูงนั้น ทำให้รู้สึกเหมือนได้ชำระล้างสารพิษออกจากร่างกาย มองไปด้านนอกก็ยังได้เห็นวิวอันงดงามของท้องฟ้าและทะเล ยิ่งไปกว่านั้น การได้ลงสระน้ำอุ่นในฤดูหนาวนั้น เป็นการอบอุ่นร่างกายจากอากาศที่หนาวเหน็บจากภายนอก นับว่าสถานที่นี้เหมาะกับการผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่ง

โรงอาบน้ำที่ดีที่สุดของเมืองโคชิ
โรงแรมโจเซคัง

วันสุดท้าย กลับมาที่ตัวเมืองโคชิ หากอยากจะได้ผ่อนคลายโดยไม่ต้องเดินทางออกไปนอกเมืองแล้ว โรงอาบน้ำในโรงแรม “โจเซคัง” นั้น เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแช่น้ำร้อน โรงอาบน้ำนี้เปิดบริการให้แขกจากภายนอกได้ใช้บริการเช่นกัน จุดเด่นของโรงอาบน้ำของที่นี่คือ บ่อน้ำร้อนบนดาดฟ้า ระหว่างแช่น้ำร้อนนั้น ก็จะเห็นวิวของปราสาทโคชิ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัด และวิวของเมืองโคชิรอบๆอีกด้วย
พูดถึงตัวโรงแรม ที่นี่เป็นโรงแรมเก่าแก่ ซึ่งเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 140 ปี โรงแรมแห่งนี้ยังเคยต้อนรับแขกคนสำคัญของประเทศมาแล้วหลายท่าน เช่น จักรพรรดิและราชวงศ์ รวมถึงบุคคลที่มีเชื่อเสียงของญี่ปุ่นอีกหลายคน
นอกจากโรงอาบน้ำแล้ว ยังสามารถผ่อนคลายได้ที่บริเวณรับประทานอาหารของโรงแรมชั้นล่าง ซึ่งจะได้ชมความงามของสวนญี่ปุ่นขนาดย่อมอีกด้วย

(เยี่ยมชมเมื่อ เดือนมกราคม 2017)
SHARE ON: